วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเรียนรู้ในศตวรรษที่21ในทรรศนะของข้าพเจ้า

การเรียนรู้ในศตวรรษที่21

           โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมีการรับรู้ข่าวสารรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว ทันทุกข่าวสารเพียงแค่คลิ๊กเดียวก็สามารถรับข่าวได้แล้ว  ผู้เรียนก็สามารถที่จะรับการเรียนรู้ที่รวดเร็วโดยครูผู้สอนต้องปรับการเรียนการสอน แค่ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำในการเรียน แล้วให้ผู้เรียนเป็นผู้ไปหาความรู้เองแต่ต้องมีครูผู้สอนคอยให้คำแนะนำ  ผู้เรียนในศตวรรษนี้จำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลาย  มองให้กว้างเพื่อมองหาโอกาสอยู่เสมอ   เรียนรู้ให้ได้หลากหลายภาษาไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว
         การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้นถือเป็นการเรียนรู้ในยุคเทคโนโลยีซึ่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ข้อมูล ข่าวสาร สามารถรับรู้ได้หลายช่องทาง สื่อต่างๆ เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความทันสมัยขึ้นจากเมื่อก่อน การเรียนการสอนก็มีความสำคัญมาก ครูต้องเปลี่ยนการสอนแบบใหมโดยครูจะต้องทำให้เด็กรักที่จะเรียนนรู้ตลอดชีวิต และมีเป้าหมายในการสอนที่จะทำให้เด็กมีทักษะชีวิต  ทักษะการคิด  และทักษะด้านไอที

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนา


         บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนา



              นักคิดอย่างอัลวิน ทอฟเลอร์ ได้เคยเปรียบเทียบถึงยุคสมัยแห่งการปฎิวัติระบบการพัฒนาของมนุษย์ว่าได้ก้าวมาถึง ยุคที่สามซึ่งเป็น ยุคสารสนเทศ” จากคลื่นสองลูกแรกที่เป็น ยุคเกษตร” และ “ยุคอุตสาหกรรม” ตามลำดับ
              เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นฐานรากที่รองรับ สังคมสารสนเทศ” (Information Society) ที่มี สารสนเทศ” เป็นหัวใจสำคัญของโลกและของประเทศทั้งทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กล่าวคือ ในขณะที่เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ในขบวนการพัฒนาสังคมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษา การสาธารณสุข การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการบริหารรัฐกิจ
               ตัวอย่างเช่นสหภาพยุโรป (European Union : EU) มีนโยบาย “Information Society” เพื่อนำสหภาพเข้าสู่ยุค สังคมไร้พรมแดน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรมแดนระหว่างมวลสมาชิก 15 ประเทศของสหภาพ
               
                   การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านเศรษฐกิจ อาทิเช่น
o   มีการส่งเสริมการ “ทำงานทางไกล” (teleworking) คือที่บ้านหรือสำนักงานสาขา เพื่อลดภาระการเดินทางของพนักงาน โดยการเชื่อมต่อเครือข่าย ทั้งนี้โดยโครงการนำร่องของนคร 20 แห่ง ที่จะเกี่ยวข้องกับพนักงาน  20,000 คน โดยมีเป้าหมาย 10 ล้านคนในปี ค.ศ. 2000
o   ส่งเสริมให้มีการใช้บริการ Telematic เช่น E-mail, EDI, การประชุมทางไกล โดยบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises) ที่มีพนักงานไม่เกิน 50 คน เชื่อมต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาคมผู้ค้า ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ
o   การจัดการการจราจรทางบกโดยมีระบบ Road Traffic Management Systems เช่น ข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ การจัดการขบวนรถ การจัดราคาการใช้ถนน เป็นต้น เพื่อให้เมืองใหญ่ 30 แห่งมีระบบรองรับภายในปี ค.ศ.2000 นอกจากนี้ยังมีระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศเพื่อให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปมีมาตรฐานเดียวกัน
o   การจัดซื้อจัดจ้างด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในระบบเครือข่าย เพื่อลดกระดาษ ลดเวลา และลดค่าใช้จ่าย

         การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านสังคม อาทิเช่น
o   การเรียนทางไกล ที่มีการสนับสนุนให้มีศูนย์การเรียนทางไกล จัดหา courseware และจัดการฝึกอบรม ที่สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ ทั้งการศึกษาในและนอกระบบ
o   พัฒนาเครือข่ายที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วทั้งยุโรปเข้าด้วยกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้เข้าถึงห้องสมุดของกันและกันได้
o   สร้างเครือข่ายสื่อสารที่มีมาตรฐานเดียวกันสำหรับแพทย์ โรงพยาบาล และศูนย์สังคมสงเคราะห์ต่างๆ
o   เชื่อมต่อเครือข่ายการให้บริการของภาครัฐในยุโรป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนอีกทั้งเพื่อลดค่าใช้จ่าย
o   เพื่อสนับสนุนเป้าหมายร่วมกันถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงเครือข่ายและประโยชน์ในการใช้เครือข่าย
o   สถาปนาความร่วมมือระหว่างสมาชิกเพื่อสร้างมวลวิกฤตในการแสดง จุดประสงค์ในการสร้างสังคมสารสนเทศในระดับโลก
o   สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
o   คัดเลือกโครงการที่มีประโยชน์ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเพื่อแสดงต่อสาธารณะ
o   ค้นหาและแก้ไขอุปสรรคจากการดำเนินการ



เว็บไซต์ http://skmamaii.multiply.com/journal/item/27

เทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น

 เทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น


1. ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)        ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม

2. ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ
        ระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน

3. ความหมายของข้อมูล
        ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว

4. ความหมายของสารสนเทศ
        สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้

5. ลักษณะสารสนเทศที่ดี
เนื้อหา (Content)
·       ความสมบูรณ์ครอบคลุม (completeness)
·       ความสัมพันธ์กับเรื่อง (relevance)
·       ความถูกต้อง (accuracy)
·       ความเชื่อถือได้ (reliability)
·       การตรวจสอบได้ (verifiability)
รูปแบบ (Format)
·       ชัดเจน (clarity)
·       ระดับรายละเอียด (level of detail)
·       รูปแบบการนำเสนอ (presentation)
·       สื่อการนำเสนอ (media)
·       ความยืดหยุ่น (flexibility)
·       ประหยัด (economy)
เวลา (Time)
·       ความรวดเร็วและทันใช้ (timely)
·       การปรับปรุงให้ทันสมัย (up-to-date)
·       มีระยะเวลา (time period)
กระบวนการ (Process)
·       ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
·       การมีส่วนร่วม (participation)
·       การเชื่อมโยง (connectivity)

6. ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)
        ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมการดำเนินงาน

7. องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
        ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ฐานข้อมูล (database) เครือข่าย (network) กระบวนการ (procedure) และคน (people) Sorry, your browser doesn't support Java(tm).
-      ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และ ผลิต เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ
-      ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
-      ฐานข้อมูล (Databaseคือ การจัดระบบของแฟ้มข้อมูล ซึ่งเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน
-      เครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร
-      กระบวนการ (Procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการ และกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบสารสนเทศ
-      คน (People) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้ระบบ




8. ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ

ประสิทธิภาพ (Efficiency)
·       ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล (access) เหล่านั้นมีความรวดเร็วด้วย
·       ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึ่งมีปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก 
·       ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่วโลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสามารถส่งได้ทันที
·       ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหากระบบสารสนเทศนั้นออกแบบ เพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลายทั้งหมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น

ประสิทธิผล (Effectiveness)
·       ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systemsหรือระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้
·       ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำให้องค์การทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรที่มีอยู่
·       ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย
·       ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
·       คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working Life)

ระบบปฏิบัติการและหลักการทำงานเบื้องต้น

ระบบปฏิบัติการและหลักการทำงานเบื้องต้น
 ระบบปฏิบัติการและหลักการทำงานเบื้องต้น

                โปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้น เป็นโปรแกรมขนาดเล็กถือเป็นโปรแกรมประจำตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมนี้ตลอดอายุการใช้งาน โปรแกรมนี้จะถูกติดตั้งอยู่ในหน่วยความจำถาวรของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นหน่วยความจำประเภทรอมหรือในหน่วยความจำแฟลช (รายละเอียดประเภทหน่วยความจำอยู่ในบทที่ 4) โปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้นจะทำหน้าที่ตั้งแต่เริ่มเปิดใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งอ่านโปรแกรมปฏิบัติการเข้ามาสู่หน่วยความจำได้หลังจากนั้นจึงจะส่งหน้าที่ให้ซีพียูไปทำงานในโปรแกรมระบบปฏิบัติการต่อไป ขั้นตอนต่างๆ และส่วนประกอบที่สำคัญของโปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้นได้แก่
1.   เมื่อเริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ซีพียูจะเริ่มต้นทำงานโดยใช้โปรแกรมในหน่วยความจำรอมคือโปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้นทำการตั้งค่าสำหรับการควบคุมอุปกรณ์วงจรรวมและอุปกรณ์ประกอบหลักในระบบ



2.   ตรวจสอบความเรียบร้อยทดสอบการทำงานของส่วนประกอบต่างๆ ในระบบว่าสามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น แป้นพิมพ์ จอภาพ หน่วยความจำแรม หรือรอม หากอุปกรณ์ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติก็จะแสดงข้อความให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์สำหรับระบบขนาดใหญ่ได้ทราบ หากเหตุผิดปกตินั้นเป็นเหตุสำคัญจะไม่ยอมให้ทำงานอื่นๆ ต่อ เนื่องจากคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นต้องการการซ่อมแซม ส่วนของโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์หลักนี้เรียกว่าโปรแกรมทดสอบตัวเอง (Self diagnostic program)
3.   เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกตรวจสอบทำงานได้อย่างปกติ หลังจากนั้นจะตรวจสอบอุปกรณ์บันทึกข้อมูลหลักเช่นดิสก์เพื่ออ่านข้อมูลและโปรแกรมในส่วนที่สองเข้ามา โปรแกรมในส่วนที่สองที่ถูกดึงเข้ามาจากอุปกรณ์บันทึกข้อมูลหลักนี้เรียกว่า บูทสแตรปโหลดเดอร์ (Bootstrap loader program)
4.  โปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้นจะส่งหน้าที่ให้ซีพียูทำงานต่อไปยังโปรแกรมบูทสแตรปโหลดเดอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมส่วนแรกสุดของระบบปฏิบัติการที่ถูกสร้างขึ้นในระหว่างการติดตั้งโปรแกรมระบบปฏิบัติการ โปรแกรมนี้จะมีขนาดเล็กและมีหน้าที่เพียงระบุว่าจะอ่านโปรแกรมระบบปฏิบัติการขึ้นมาจากอุปกรณ์บันทึกข้อมูลได้อย่างไร
5.   โปรแกรมบูทสแตรปโหลดเดอร์จะทำการบูท (boot) คือการอ่านระบบปฏิบัติการเข้าสู่หน่วยความจำแล้วส่งการทำงานให้ซีพียูไปทำงานตามคำสั่งของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ ซึ่งก็จะสิ้นสุดขั้นตอนของโปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้น ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ
การที่ระบบคอมพิวเตอร์จะต้องมีโปรแกรมเพื่อเริ่มต้นทำงานแบ่งเป็นหลายโปรแกรมเนื่องจากคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์แต่ละระบบสามารถเลือกใช้ระบบปฏิบัติการได้หลายแบบหลายชนิด วิธีการจัดเก็บตัวระบบปฏิบัติการเองและการจัดรูปแบบการบันทึกข้อมูลลงในหน่วยบันทึกข้อมูลของแต่ละระบบปฏิบัติการมีข้อแตกต่างกัน ในทุกระบบปฏิบัติการจึงต้องมีวิธีการเก็บโปรแกรมส่วนต้นที่เหมือนกันเพื่อให้โปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้นได้ใช้วิธีเดียวในการอ่านระบบปฏิบัติการคือการเก็บโปรแกรมบูทสแตรปโหลด   เดอร์ซึ่งคอมพิวเตอร์ทุกๆ ระบบมักกำหนดให้โปรแกรมบูทสแตรปโหลดเดอร์เก็บไว้ในส่วนต้นที่สุดของการบันทึกข้อมูลในอุปกรณ์บันทึกข้อมูลหลัก
             ตัวอย่างโปรแกรมควบคุมการทำงานเบื้องต้นของเครื่องพีซีมีชื่อเรียกเฉพาะว่าไบออส (Basic I/O System – BIOS.) ถูกติดตั้งอยู่ในหน่วยความจำรอม (เรียกว่ารอมไบออส) หรือหน่วยความจำแฟลช (เรียกว่าแฟลชไบออส) มีส่วนของโปรแกรมเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วคือ ส่วนทดสอบการทำงานของอุปกรณ์หลักหรือไดแอกนอสติก ส่วนบูททำหน้าที่อ่านโปรแกรมบูทสแตรป และยังมีโปรแกรมควบคุมการทำงานของอุปกรณ์หลักของเครื่องเช่นคีย์บอร์ด จอภาพ ฮาร์ดดิสก์ ฟลอปปี้ดิสก์ นอกจากการทำงานในช่วงต้นแล้วในระหว่างการทำงานของระบบปฏิบัติการและโปรแกรมประยุกต์ก็ยังมีส่วนของการเรียกใช้โปรแกรมควบคุมที่อยู่ในไบออสด้วย เช่นโปรแกรมควบคุมวันที่-เวลา โปรแกรมควบคุมแป้นพิมพ์ โปรแกรมควบคุมการทำงานของพอร์ตอนุกรม หรือพอร์ตขนาน ฯลฯ เป็นต้น
เว็บไซต์ http://web.kku.ac.th/regis/student/Web2/page7.HTML

นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย

นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย

นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย 

                เมื่อ 19 มีนาคม พ.ศ. 2545  คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ.ศ.2544 – 2553  ของประเทศไทยได้เสนอเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์กับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้เพื่อใช้และสร้างภูมิปัญญาของคนไทยที่จะทำให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งและความสามารถเพื่อใช้และสร้างภูมิปัญญาของคนไทยที่จะทำให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งและความสามารถที่จะรับการท้าทายของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจใหม่ของสังคมโลกาภิวัฒน์ได้อย่างเต็มที่

 กรอบนโยบายมี 3 เรื่อง คือ
                1.     ความท้าทายในยุคโลกาภิวัฒน์                              
                2.     สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
3.     ประเทศไทยในทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 21 

นโยบายฯ นี้มีสาระโดยรวมว่า เทคโนโลยีใหม่ที่รวมคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ และการสื่อสาร (โทรคมนาคม) เรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communications Technology หรือ ICT) ได้ก่อให้เกิดกิจรรมใหม่ๆ ในทางเศรษฐกิจและสังคมอันส่งผลต่อการดำรงอยู่และการพัฒนาของประเทศต่างๆ ในโลกที่แตกต่างจากอดีตอย่างมาก จนเป็นที่ยอมรับกันว่าในศตวรรษที่ 21 (เริ่มจาก ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป) จะเกิดเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ (Knowledge – based Learning Economy)  และจะมีผลทำให้ประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรบุคคล อันมีความรู้เป็นพื้นฐานสามารถจะพัฒนาล้ำหน้าประเทศอื่นๆ ที่ด้อยในส่วนนี้อย่างมาก

กรอบนโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ
1.  เพิ่มขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายในการเลื่อนสถานภาพของประเทศไทยจากประเทศ ในกลุ่มผู้ตามมีพลวัต (dynamic adopters) อันดับต้นๆ ไปสู่ประเทศ ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพเป็นผู้นำ(potential leaders) อันดับต้นๆ โดยใช้ดัชนีผลสัมฤทธิ์ทางเทคโนโลยีของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นเครื่องมือประเมินวัด
2.  เพิ่มจำนวนแรงงานความรู้ของประเทศจากประมาณร้อยละ 12 ของแรงงานทั้งหมดให้เป็นร้อยละ 30 ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของแรงงานความรู้ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) ใน พ.ศ. 2544 ตามสถิติขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
3.  พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเพิ่มสัดส่วนของมูลค่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ความรู้เป็นพื้นฐานให้มีมูลค่าถึงร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)
จากวิสัยทัศน์และนโยบายดังกล่าว นำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญไว้ กลุ่ม คือ
                        1.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e – Government)
2.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e – Commerce)
3.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e – Industry)
4.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e – Education)
5.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e – Society)

เป้าหมายและยุทธศาสตร์การพัฒนาใน นโยบาย IT 2010

1.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e – Government)
                มีเป้าหมายในการนำ ICT มาพัฒนาและปรับปรุงระบบงานบริหารที่สำคัญทุกประเภทของส่วนงานของรัฐ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใน พ.ศ. 2547 และพัฒนาบริการที่ให้แก่สาธารณชนให้ได้ครบทุกขั้นตอนใน พ.ศ. 2553

2.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e – Commerce)
                มีเป้าหมายมุ่งสร้างประโยชน์โดยรวมในกิจการพาณิชย์ของประเทศ ทั้งในความสามารถในการแข่งขันของคนไทย และการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจส่งออก การค้าและบริการ

3.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e – Industry)
                มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการใช้และการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ความรู้เป็นทรัพยากรสำคัญ ใน พ.ศ. 2553

4.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e – Education)
                มีเป้าหมายที่จะลดความเหลื่อมล้ำของสังคม อันเป็นผลเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไปดีขึ้น

5.     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e – Society)
                มีเป้าหมายในการสร้างความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ทั้งหมดของประเทศ เพื่อช่วยกันพัฒนาให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

เว็บไซต์  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/168643

พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ก่อนการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ประชากรโลกส่วนใหญ่จะยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นแกนหลัก มีเพียงบางส่วนยึดอาชีพบริการและทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม พลเมืองในชนบทเป็นจำนวนมากละทิ้งถิ่นฐานเดิม จากการทำไร่ไถนามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการขยายตัวของประชากรในภาคอุตสาหกรรมและการลดน้อยลงในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ผู้ทำงานด้านบริการจะค่อย ๆ ขยับสูงขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อม ๆ กับการมีผู้ทำงานด้านสารสนเทศ ที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นตลอดอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่งเกิดขึ้น และเริ่มเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อราว พ.ศ. 2500 เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่หลายนัก จะมีเพียงการใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสารและเริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผลข้อมูล งานด้านสารสนเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานภายในสำนักงานที่ยังไม่มีอุปกรณ์และเครื่องมือด้านเทคโนโลยีมาช่วยงานเท่าใดนัก
เมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ช่วยงานสารสนเทศมากขึ้น เช่น เครื่องถ่ายสำเนาเอกสาร เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องโทรสาร และเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ อาชีพของประชากรก็ปรับเปลี่ยนมาสู่งานด้านสารสนเทศมากขึ้น งานด้านสารสนเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ค่อนข้างสดใส เพราะเทคโนโลยีด้านนี้ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการพัฒนาค้นคว้าวิจัยให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา

การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน

           ระบบสารสนเทศที่กำลังได้รับ   ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ คือ เทคโนโลยีแบบสื่อประสม (multimedia) ซึ่งรวมข้อความ จำนวน ภาพ สัญลักษณ์ และเสียงเข้ามาผสมกัน เทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการพัฒนา ในอนาคตเทคโนโลยีแบบสื่อประสมจะช่วยเสริมและสนับสนุนงานด้านสารสนเทศให้ก้าวหน้าต่อไป เป็นที่คาดหมายว่าอัตราการเติบโตของผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีมากขึ้น จนนำหน้าสายอาชีพอื่นได้ทั้งหมดในไม่ช้านี้การพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านฮาร์ดแวร์(hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ด้านข้อมูล และการติดต่อสื่อสาร ผู้ใช้จึงต้องปรับตัวยอมรับและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมูลและการติดต่อสื่อสารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก หากการดำเนินงานธุรกิจใช้ข้อมูล ซึ่งมีการบันทึกใส่กระดาษและเก็บรวบรวมใส่แฟ้ม การเรียกค้นและสรุปผลข้อมูลย่อมทำได้ช้า และเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยงานให้ง่ายสะดวกและรวดเร็วขึ้น และที่สำคัญช่วยให้สามารถตัดสินใจดำเนินงานได้เร็ว และถูกต้องดีขึ้น

เว็บไซต์http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/pornthip_t/computer/ sec01p03.html